แสดงความคิดเห็นบทความเรื่อง “ชีวิตในวัยผู้สูงอายุ: ทางสังคมและเศรษฐกิจ”

26 พ.ค.

เพื่อนๆสาขาอาชีวศึกษาที่อยากจะแสดงความคิดเห็นบทความเรือง “ชีวิตในวัยผู้สูงอายุ: ทางสังคมและเศรษฐกิจ” สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่บล็อคนี้นะค่ะ ส่วนของบทความไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เลยแยกต่างหากค่ะ

ชีวิตในวัยผู้สูงอายุ: ทางสังคมและเศรษฐกิจ

25 พ.ค.

ชีวิตในวัยผู้สูงอายุ: ทางสังคมและเศรษฐกิจ

 ผู้สูงอายุ เป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่า เนื่องจากได้ผ่านการดำเนินชีวิตมายาวนาน มีโอกาสสั่งสมประสบการณ์ในด้านต่างๆไว้อย่างมากมาย ทั้งในด้านวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ ผู้สูงอายุ คือ ผู้เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน เป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ในสังคมอดีตให้แก่คนรุ่นปัจจุบันได้ศึกษาสืบต่อไป

ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมผู้สูงอายุในสังคมไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. ภาวะความเป็นผู้สูงอายุในครอบครัวใหญ่ในสังคมกสิกรรม มักค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน ความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตมักค่อยเป็นค่อยไป และไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์มากนัก เช่น ผู้สูงอายุมีบุตรหลาน ญาติพี่น้องดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้รู้สึกว่ามีค่าต่อครอบครัว ยังเป็นบุคคลสำคัญในครอบครัว 2.ภาวะความเป็นผู้สูงอายุในครอบครัวเล็กในสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรม บทบาททางสังคมและเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุผูกผันกับการประกอบอาชีพด้วยตนเอง การทำงานที่เป็นระบบองค์กร ส่งผลให้กิจกรรมระหว่างคนในครอบครัวมีน้อยลง เมื่อเกษียณอายุทำให้อ้างว้างทางสังคม ปัจจุบันจึงมีความตระหนักว่าผู้สูงอายุต้องมีการเรียนรู้ เพื่อจะได้ปรับตัวต่อสภาวะความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การนับเกณฑ์วัยสูงอายุ

ภาวะสูงอายุเป็นปรากฏการณ์ทางจิต  ทางสังคม ยากที่จะบอกได้ว่าเมื่อใดที่บุคคลเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ แต่โดยทั่วไปวัยผู้สูงอายุได้กำหนดเกณฑ์อายุประมาณ 60-65 ปี ถือได้ว่าเป็นช่วงเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ เกณฑ์การแบ่งช่วงวัยผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกได้ 4 ช่วงดังนี้

1. ช่วงไม่ค่อยแก่

ช่วงนี้อายุประมาณ  60 – 69 ปี เป็นช่วงที่คนต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เป็นภาวะวิกฤต หลายด้าน เช่น การเกษียณอายุ การจากไปของมิตรสนิท คู่ครอง  รายได้ลดลง  การสูญเสียตำแหน่งทางสังคม โดยช่วงนี้บุคคลโดยทั่วไปยังแข็งแรง แต่อาจจะต้องพึ่งพิงคนอื่นบ้าง

2.ช่วงแก่ปานกลาง

อายุประมาณตั้งแต่  70 – 79 ปี  เป็นช่วงที่คนเริ่มเจ็บป่วย เข้าร่วมกิจกรรมของสังคมน้อยลง  การปรับตัวในระยะนี้ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของครอบครัวและสังคมมากนัก

3.ช่วงแก่จริง

อายุประมาณ 90 – 99 ปี ผู้มีอายุยืนถึงระดับนี้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมยากขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนอายุถึงขั้นนี้ต้องมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น  ไม่วุ่นวาย ผู้สูงอายุวัยนี้ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากกว่าช่วงวัยข้างต้น เริ่มย้อนนึกถึงอดีตมากขึ้น

4.ช่วงแก่จริง ๆ

อายุประมาณ 90 – 99 ปี ผู้มีอายุยืนถึงระดับนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย ความรู้ต่าง ๆ ด้านชีววิทยา สังคม และจิตใจของคนวัยนี้ยังไม่มีการศึกษามากนัก แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นระยะที่มีปัญหาทางสุขภาพผู้สูงอายุในวัยนี้ควรทำกิจกรรมที่ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องมีการบีบคั้นเรื่องเวลา สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ที่ได้พบผ่านวิกฤตต่างๆ ของชีวิตมามากมาย จะเป็นคาบระยะแห่งความสุขสงบพอใจในตนเอง

ผู้เขียนเองเห็นว่าประชากรไทยในปัจจุบันนี้รู้จักดูแลรักษาตัวเองมากขึ้น การมีวิทยาการทางการแพทย์ที่ดี หากดูแลรักษาตัวเองทางด้านสุขภาพ การดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท จะสามารถมีอายุยืนยาวต่อไปอีกนาน คนสมัยใหม่จึงควรตั้งเป้าหมายและวางแผนการใช้ชีวิตในวัยผู้สูงอายุให้มีความสุขทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ทางด้านสังคม

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดการให้บริการสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุมีการดำเนินงานดังนี้

1. การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในชุมชน โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้การก้าวสู่ผู้สูงวัย ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ศาสนา การดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและมีความสุข

2. การจัดกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ โดยให้ผู้สูงอายุและครอบครัวเข้าร่วมค่ายกิจกรรมด้านนันทนาการ และให้ความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถปรับตัวให้เข้ากับสมาชิกครอบครัวในวัยต่างกันได้ ทำให้ผู้สูงอายุอยู่ร่วมกับครอบครัวได้อย่างปกติสุข

3. การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสภาพความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยเหมาะสมกับสภาพร่างกาย และมีสิ่งสาธารณะประโยชน์ในการทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน

4. การให้บริการในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ มีภารกิจหลัก 6 ภารกิจ คือ เป็นศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศงานด้านสวัสดิการสังคม ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนา ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมในชุมชน และศูนย์บริการให้คำแนะนำปรึกษาและส่งต่อ

5. การให้บริการในรูปแบบศูนย์บริการผู้สูงอายุ โดยจัดบริการสวัสดิการสังคม ให้แก่ผู้สูงอายุที่อยู่ในครอบครัว/ ชุมชน ได้เข้ามาใช้ จัดบริการออกหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อออกเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุที่อยู่ในบ้านในชุมชนต่างๆ นำข้อมูลข่าวสารบริการไปเผยแพร่ ให้บริการในด้านคำแนะนำและการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน

6. การส่งเสริมค่านิยมการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน เป็นการให้ความรู้ด้านการใช้จ่ายเงิน/ การออม เพื่อการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน และเป็นการเสริมสร้างค่านิยมและพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่เกินพอดี

7. การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อการพัฒนางานด้านสวัสดิการสังคม เป็นการส่งเสริม/ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในการใช้ภูมิปัญญาสร้างอาชีพและรายได้ โดยเปิดช่องทางให้ผู้สูงอายุเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์และภูมิปัญญาให้แก่ชุมชน รวมทั้งเป็นการสร้างรายได้จาก ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ และสร้างความตระหนักในคุณค่าของตนเอง

8. การเสริมสร้างศักยภาพการใช้ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ เป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพเป็นอาสาสมัครในการดูแลผู้สูงอายุที่อ่อนแอ ที่มีภาวะสุขภาพเรื้อรัง ไม่มีผู้ดูแล ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชุมชน โดยกระทรวงฯ ให้การสนับสนุนอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ เดือนละ 300 บาท

สิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546  ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่างๆ ดังนี้

1. การบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่จัดไว้โดยให้ความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ

2. การศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

3. การประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม

4. การพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน

5. การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงแก่ผู้สูงอายุในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะหรือการบริการสาธารณะอื่น

6. การช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะตามความเหมาะสม

7. การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ

8. การช่วยเหลือผู้สูงอายุซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรมหรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือถูกทอดทิ้ง

9. การให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดีหรือในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว

10. การจัดที่พักอาศัยอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำเป็นอย่างทั่วถึง

11. การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพตามความจำเป็นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

12. การสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี

13. ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษี ตามประมวลรัษฎากร

ทางด้านเศรษฐกิจ

ด้านเศรษฐกิจเป็นอีกมิติที่ผู้สูงวัยต้องการการดูแลอย่างจริงจัง ผู้สูงอายุต้องมีรายได้อย่างน้อยเพียงพอสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังชีพอยู่ด้วยการรับเบี้ยยังชีพถ้วนหน้า 500 บาทต่อเดือนจากรัฐบาล และมีรายได้เสริมอีกส่วนจากลูกหลานที่มักจะไม่แน่นอน ทำให้ภาระการดูแลด้านรายได้ของผู้สูงอายุตกเป็นหน้าที่ของลูกหลาน การสร้างงาน อาชีพและรายได้แก่ผู้สูงอายุเป็นการสร้างรายได้ เพิ่มหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสร้าง “คุณค่า” ด้านจิตใจและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงวัย ส่วนงานที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัยนั้น ต้องพิจารณาจากศักยภาพของท่านที่มีอยู่เป็นสำคัญ

ศักยภาพผู้สูงวัยในการทำงาน

จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย โครงการด้านอาชีพที่ผู้สูงอายุทั้งรายชมรม รายกลุ่มและรายบุคคลเสนอเข้ามาขอรับการสนับสนุนด้านเงินกู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุและได้รับการอนุมัติในปี 2552 มีความหลากหลายของอาชีพสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของศักยภาพผู้สูงอายุได้ในระดับหนึ่ง กิจกรรมของโครงการที่อนุมัติแก่ชมรมผู้สูงอายุแบ่งเป็นหลักๆ 6 ด้าน คือ

1. กิจกรรมส่งเสริมความรู้และฝึกอบรมผู้สูงอายุด้านต่างๆ

2. กิจกรรมดูแลสุขภาพ

3. กิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญา

4. กิจกรรมสร้างความเข้มแข็งผู้นำองค์กรและเครือข่าย

5. กิจกรรมปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุในพื้นที่สาธารณะ

6.กิจกรรมอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านหรือชุมชนด้านกิจกรรมของโครงการที่อนุมัติสำหรับผู้สูงอายุรายกลุ่มและรายบุคคล ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร รวมถึงปศุสัตว์และประมง ค้าขาย รับจ้าง บริการและหัตถกรรม

กุศล สุนทรธาดา  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำการศึกษาแนวทางการสร้างโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการทำงานของผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบทเกือบทั้งหมดเป็นการทำงานนอกระบบ (ผู้สูงอายุที่ทำงานในระบบมีน้อยมากๆ) ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการดูแลคุ้มครองสวัสดิการและการประกันสังคม ไม่มีอำนาจต่อรองในการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ตามกฎหมายแรงงาน การทำงานส่วนใหญ่ทำงานที่เป็นกิจกรรมของตนหรือครอบครัว รองลงมาคือ การประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย ผลิตของกินของใช้ ใช้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำ อาศัยเงินทุนจากการออมหรือกู้เงินจากกองทุนหมุนเวียนภายในชุมชน การผลิตใช้เทคโนโลยีต่ำหรือใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ดั้งเดิม ตลาดไม่กว้าง ส่วนการทำงานในลักษณะของการรวมกลุ่ม มีสัดส่วนไม่มากนัก ส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์โอทอป (OTOP) และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

โดยลักษณะงานที่ผู้สูงอายุทำได้เป็นงานที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนเวลาได้ กลุ่มที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนมักมีการทำกิจกรรมสม่ำเสมอ ประกอบด้วยคนหลายวัยเพราะผู้สูงอายุสามารถทำได้บางกิจกรรมที่ถนัดเท่านั้น ไม่มีปัญหาด้านการตลาด มีหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนและสมาชิกมีรายได้สม่ำเสมอตามเกณฑ์ที่กลุ่มกำหนด ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีผู้นำที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการและมีความเสียสละ

ปัจจุบันองค์กรในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดำเนินการส่งเสริมการมีงานทำแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท ได้แก่ ชมรมผู้สูงอายุ ที่มีสมาชิกผู้สูงอายุที่เสียสละอุทิศการทำงานเพื่อส่วนรวม และมีกิจกรรมที่หลากหลายสม่ำเสมอ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่สนใจงานด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งเข้าไปส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุโดยตรง โดยสนับสนุนให้ผู้สูงอายุรวมกลุ่มกันหรือรวมกลุ่มกับคนวัยอื่น โดยทางอบต.มีงบประมาณสนับสนุนบางส่วน กลุ่มผู้สูงอายุยังมีความต้องการความรู้และทักษะทั้งในด้านการประกอบอาชีพและการเขียนโครงการ ปัญหาขณะนี้คือ การดำเนินการยังไม่มีความต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคเอกชนที่ดำเนินงานส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุที่ได้ผลค่อนข้างดีและต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีองค์กรดังกล่าวที่ทำงานด้านนี้อยู่น้อยมาก

ในการดำเนินการส่งเสริมการมีงานทำแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท หน่วยงานภาครัฐควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการนำยุทธศาสตร์หรือภารกิจของหน่วยงานเป็นตัวตั้ง มาเอาพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้สูงอายุเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดการบูรณาการการดำเนินงานในระดับพื้นที่ โดยมีหน่วยงานในระดับจังหวัดเป็นแกนกลางประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีแผนพัฒนาจังหวัดเป็นกลไกขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงาน และแผนพัฒนาจังหวัดต้องสามารถเชื่อมโยงกับแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) โดยมีองค์กรผู้สูงอายุและผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วม ให้มีการส่งเสริมสนับสนุนการทำงานทั้งในลักษณะของการรวมกลุ่มและงานอาชีพส่วนบุคคล ควรมีการสร้างความตระหนักในเรื่องความสำคัญของการทำงานแก่ผู้สูงอายุ ทั้งงานที่มีรายได้และไม่มีรายได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างคุณค่า ความมั่นคง และศักดิ์ศรีให้กับตนเอง รวมทั้งการทำงานยังช่วยกระตุ้นสมองผู้สูงอายุให้ได้ใช้สมองคิด ได้ออกกำลังกาย กระชุ่มกระชวย มีความสุข มีสังคม (กรณีทำงานเป็นกลุ่ม) ซึ่งเป็นการส่งเสริมสุขภาพโดยไม่ต้องกินยาหรือวิตามิน

จะเห็นได้ว่าภาครัฐ องค์กรและสถาบันต่างๆได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและพยายามส่งเสริมสนับสนุนการสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้เขียนจึงคิดว่าควรจะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาอาชีวะ เพื่อใช้ในการฝึกอาชีพสำหรับสังคมผู้สูงอายุและใช้ในการจัดโปรแกรมการฝึกอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการด้วย

จิตวิทยาอาชีวะ (Vocational Psychology) เป็นจิตวิทยาประยุกต์ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลในด้านความคิดที่มีต่ออาชีพ การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่อาชีพ การเข้าสู่โลกของงาน การเปลี่ยนอาชีพ การยุติการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีวิต และภาวการณ์ทำงานเพื่อสนองความต้องการ ทั้งที่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ได้รับค่าตอบแทน

ทฤษฎีพัฒนาการทางอาชีพ (Theory of Vocational Development) ของ Super (Donald E. Super) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ได้แบ่งระยะพัฒนาการด้านอาชีพไว้ 4 ขั้น ดังนี้

1. Exploration อายุระหว่าง 15-24 ปี มีพฤติกรรมทางอาชีพในการสำรวจตนเองทดลองทำงานอาจเป็นงานหลังเลิกเรียน (Part-Time)

2. Establishment อายุระหว่าง 25-44 ปี เริ่มต้นแบบงานและอาชีพที่ตนเองถนัด และเหมาะสมกับตนเอง

3. Maintenance อายุระหว่าง 45-64 ปี เป็นการค้นพบโลกของงานอย่างแท้จริง เป็นพฤติกรรมที่รักษาความมั่นคงในการทำงานไว้ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง

4. Decline อายุระหว่าง 65 ปีขึ้นไป ไม่สนใจในการทำงานหนัก เนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย อาจแสวงหางาน Part-Time เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

รศ.ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ ภาควิชาครุศาสตร์เทคโนโลยี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้กล่าวสรุปว่าพฤติกรรมทางอาชีพของบุคคล มีพัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

1. Preparation Stage (14-24 ปี) เป็นขั้นแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับงานและอาชีพ ตัดสินใจเลือกอาชีพที่ตนเองสนใจ พัฒนาความสามารถของตนเอง เข้ารับการศึกษาหรือฝึกอาชีพ สมัครและเข้าสู่ภาวะของการทำงานหรือเลือกอาชีพอิสระ ผู้เรียนในระยะนี้ยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ทางอาชีพมาก่อน จึงเป็นการฝึกอาชีพของผู้เริ่มต้น

2. Establishment Stage (25-35 ปี) เป็นขั้นวางรากฐานการทำงานในองค์การ พัฒนาความสามารถและมนุษยสัมพันธ์ เรียนรู้ความรับผิดชอบและการบริหาร ศึกษาต่อเพื่อความก้าวหน้า วางแผนเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ หรือ แสวงหาอาชีพอิสระ เป็นการฝึกวิชาชีพให้กับผู้ประกอบอาชีพแล้ว มีทั้งการพัฒนาอาชีพที่เป็นอยู่และการฝึกอาชีพใหม่

3. Maintenance Stage (35-60 ปี) เป็นขั้นพัฒนาตนเองเพื่อให้คงสภาพของความมั่นคง ปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อม วางแผนการทำงานตามเป้าหมายขององค์การ ต้องการพัฒนาความสามารถในการทำงานทั้งในด้านเทคนิคการทำงาน และความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์การ จัดโปรแกรมการฝึกอาชีพให้มีประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพสูงสุด

4. Retirement Stage (หลัง 60 ปี) ในขั้นนี้จะการคิดและต้องตัดสินใจจะทำงานเต็มเวลาหรือครึ่งเวลา แสวงหางานอดิเรก หรืออาชีพอิสระ แสวงหาที่พึ่งตนเองยามชรา เตรียมแผนการสำหรับการมีชีวิตบั้นปลาย การฝึกอาชีพในวัยนี้วิชาชีพที่ศึกษาจะมีเป้าหมาย เพื่อเสริมรายได้หรือเป็นงานอดิเรก ความต้องการของบุคคลที่จะยึดอาชีพอิสระเป็นอาชีพหลักจะลดลง แต่จะมีผู้ต้องการอาชีพอิสระเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นในระยะของ Maintenance Stage และ Retirement Stage

สรุป

ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ทำให้เกิดวิกฤตการดูแลผู้สูงอายุ ปัญหาผู้สูงอายุไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว หรือครอบครัวที่จะแก้ได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยคนในครอบครัว และหน่วยงานต่างทั้งภาครัฐและเอกชนคอยให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดี ไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่น ให้ผู้สูงอายุกลุ่มที่ยังทำงานได้ มีงานทำตามศักยภาพด้านต่างๆ ของเขา โดยดูเรื่องข้อจำกัดทางกายภาพประกอบด้วย ส่งเสริม สนับสนุนให้ช่องทางการมีงาน มีอาชีพและรายได้ กลุ่มที่ไม่สามารถทำงานได้ควรได้รับสวัสดิการจากรัฐและชุมชนที่เหมาะสมกับการมีคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานเป็นอย่างน้อย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ศรีเรือน  แก้วกังวาน. 2549. จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม 2, วัยรุ่น-วัยสูงอายุ. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. 2554. 4 มิติ สู่คุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในชุมชน. กรุงเทพ: บริษัทที คิว พี

กุศล  สุนทรธาดา. 2553. โครงการศึกษาแนวทางการสร้างโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท. กรุงเทพ: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.2555. การให้บริการสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุโดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. ค้นคว้าเมื่อ 15 พฤษภาคม 2555. http://61.19.50.61/dsdw2011/module.php?odule=service&pg=servicedetail&serid=3

กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. 2552.จิตวิทยาอาชีวะ: การฝึกอาชีพสำหรับสังคมผู้สูงอายุ. ค้นคว้าเมื่อ 15 พฤษภาคม 2555.  http://www.thairath.co.th/content/edu/51477

วัยสูงอายุ (old age)

19 พ.ค.

ชื่อเรื่อง  :  จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม 2, วัยรุ่น-วัยสูงอายุ

บรรณาธิการ  :   ศาสตราจารย์ ดร.ศรีเรือน  แก้วกังวาล

ผู้จัดพิมพ์ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะศิลปศาสตร์. ภาควิชาจิตวิทยา

ปีที่พิมพ์ : 2549

เลขหน้า :   หน้า 539 – 541

ISBN  :  974-571-949-8

สาระสังเขป :

 

วัยสูงอายุ (old age)

      ภาวะความเป็นผู้สูงอายุในครอบครัวใหญ่ในสังคมกสิกรรมและในระบบการทำงานที่ไม่มีการเกษียณอายุมักค่อยเป็นค่อยไป  การปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในยามสูงอายุก็คล้อยตาม เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน  ดังนั้นผู้สูงอายุไม่ต้องพบกับภาวะวิกฤตทางกายและใจมากนักด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ผู้สูงอายุยังเป็นบุคคลที่สำคัญและมีค่าต่อครอบครัว บุตรหลาน และสังคม ผู้สูงอายุมีผู้ดูแลใกล้ชิดในบ้าน ผู้สูงอายุไม่มีเวลาว่างมากเกินไป ผู้สูงอายุยังสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองตามอัตภาพ  ผู้สูงอายุไม่ต้องเปลี่ยนบทบาททางสังคมและอาชีพมากนัก ผู้สูงอายุเคยเห็นและคุ้นเคยกับความเป็นผู้สูงอายุของบุคคลรุ่นก่อนตนขึ้นไปจึงทำให้เข้าใจกับวิถีชีวิตของความเป็นผู้สูงอายุได้ค่อนข้างง่ายผู้เข้าสู่วัยสูงอายุในครอบครัวเล็กในสังคมเมืองและสังคม อุตสาหกรรม ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นวิกฤตมกกว่า ผู้สูงอายุในครอบครัวใหญ่และสังคมเกษตรกรรม อาทิเช่น บทบาททางสังคมและเศรษฐกิจมักผูกพันกับอาชีพที่มีการทำงาน เป็นระบบองค์กร    ทำให้ต้องมีการเกษียณอายุ  กิจกรรมในครัวเรือนและในครอบครัวมีน้อย ทำให้คนอ้างว้างทางสังคม ปัจจุบันจึงมีความตระหนักกันว่าความเป็นผู้สูงอายุต้องมีการเรียนรู้ เพื่อจะได้ปรับตัวต่อสภาวะความเป็นผู้สูงอายุในสังคม สมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

ชราวิทยา

          การจัดการความเป็นผู้สูงวัย เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยนั้น ในปัจจุบันนี้จึงมีการรวบรวมสหวิทยาการเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุมาตั้งเป็นกลุ่มวิชาเรียกว่า ชราวิทยา ( gerontology ) ซึ่งมีสาระเนื้อหาคาบเกี่ยวกับวิชาการแขนงต่างๆ เช่น การพยาบาล เภสัชวิทยา จิตบำบัด สันทนาการ  สถาปัตยกรรม ปรัชญา ศาสนา  ฯลฯ ในประเทศอุตสาหกรรมยักใหญ่แทบทั่วโลก สหรัฐอเมริกา สวีเดน ญี่ปุ่น เยอรมันนี  ฯลฯ วิชาผู้สูงอายุได้มีการเรียนการสอนนับตั้งแต่ระดับมัธยมถึงมหาวิทาลัยในระดับปริญญาเอก  และยังมีหน่วยงานของรัฐและเอกชนจัดตั้งขึ้นเพื่อการศึกษาหาความรู้ เผยแพร่ความรู้และให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ

วัยสูงอายุกำหนดนับเมื่อใด

          ภาวะสูงอายุแตกต่างไปในแต่ละบุคคล เป็นการยากมากที่จะกำหนดให้เป็นสากลว่าเมื่อใดที่บุคคลเข้าสู่วัยสูงอายุ ทั้งนี้เพราะภาวะสูงอายุเป็นปรากฏการณ์ทางจิต  ทางสังคม  เนื่องจากความยากในการกำหนดการเริ่มต้นของ “ภาวะผู้สูงอายุ” ดังกล่าว จึงได้นับเอาปีปฏิทินเป็นเกณฑ์  โดยทั่วๆไปกำหนดนัดหมายกันว่าอายุประมาณ  60 – 65 ปี เป็นช่วงเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ

การศึกษาค้นคว้า  เกี่ยวกับความยืนยาวของชีวิต ได้พบว่า หลังจากอายุ  60 – 65 ปี เป็นช่วงเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ คาดหมายได้เลยว่า คนในปัจจุบันนี้โดยทั่วๆ ไป ถ้าไม่เป็นโคภัยร้ายแรงและไม่ประสบอุบัติเหตุมักจะมีอายุยืนยาวต่อไปอีกประมาณ 10 – 15 ปี เป็นอย่างน้อย ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ยาวมากช่วงหนึ่ง  คนสมัยใหม่จึงควรตั้งเป้าหมายวางแผนการไว้เลยว่าตนจะใช้ชีวิตอย่างไร

ช่วงวัยสูงอายุ 4 ช่วง

1. ช่วงไม่ค่อยแก่

           ช่วงนี้อายุประมาณ  60 – 69 ปี เป็นช่วงที่คนต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เป็นภาวะวิกฤต หลายด้าน เช่น การเกษียณอายุ การจากไปของมิตรสนิท คู่ครอง  รายได้ลดลง  การสูญเสียตำแหน่งทางสังคม โดยช่วงนี้บุคคลโดยทั่วไปยังแข็งแรง แต่อาจจะต้องพึ่งพิงคนอื่นบ้าง สำหรับบุคคลที่มีการศึกษาสูง  รู้จักปรับตัว ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เรามีสมรรถภาพคล้ายๆ กับหนุ่มสาวมาก

2.ช่วงแก่ปานกลาง

          อายุประมาณตั้งแต่  70 – 79 ปี  เป็นช่วงที่คนเริ่มเจ็บป่วย  เพื่อนและสมาชิกในครอบครัวที่อายุใกล้ๆ  กันอาจเริ่มล้มหายตายจากมากขึ้น เข้าร่วมกิจกรรมของสังคมน้อยลง  การปรับตัวในระยะนี้ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของครอบครัวและสังคมมากนักอีกต่อไป

3.ช่วงแก่จริง

          อายุประมาณ 90 – 99 ปี ผู้มีอายุยืนถึงระดับนี้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมยากขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนอายุถึงขั้นนี้ต้องมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น  ไม่วุ่นวาย  แต่ก็ยังต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ยังกระตุ้นความมีสมรรถภาพในแง่ต่างๆ ตามวัย ผู้สูงอายุวัยนี้ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากกว่าวัยที่ผ่านมา เริ่มย้อนนึกถึงอดีตมากขึ้น

4. ช่วงแก่จริงๆ

           อายุประมาณ 90 – 99 ปี ผู้มีอายุยืนถึงระดับนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย ความรู้ต่างๆ ด้านชีววิทยา สังคม และจิตใจของคนวัยนี้ยังไม่มีการศึกษามากนัก แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นระยะที่มีปัญหาทางสุขภาพผู้สูงอายุในวัยนี้ควรทำกิจกรรมที่ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องมีการบีบคั้นเรื่องเวลาว่าต้องทำให้เสร็จควรทำกิจกรรมอะไรๆ ที่พออกพอใจและอยากทำในชีวิต  สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ที่ได้พบผ่านวิกฤตต่าง ๆ ของชีวิตมาแล้วด้วยดีมากมาย จะเป็นคาบระยะแห่งความสุขสงบพอใจในตนเอง

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาวตุลระวี  ไชยปัญโญ

การสร้างงาน อาชีพและรายได้แก่ผู้สูงวัย

18 พ.ค.

ชื่อเรื่อง  :  4 มิติ สู่คุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในชุมชน

บรรณาธิการ  :   กมล  สุกิน

ผู้จัดพิมพ์ : มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย(มส.ผส)

ปีที่พิมพ์ : 2554

เลขหน้า :   หน้า 55 – 61

ISBN  :  –

สาระสังเขป :

การสร้างงาน อาชีพและรายได้แก่ผู้สูงวัย

       นอกจากด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจเป็นอีกมิติที่ผู้สูงวัยต้องการการดูแลอย่างจริงจัง ผู้สูงอายุต้องมีรายได้อย่างน้อยเพียงพอสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังชีพอยู่ด้วยการรับเบี้ยยังชีพถ้วนหน้า 500 บาทต่อเดือนจากรัฐบาล และมีรายได้เสริมอีกส่วนจากลูกหลานที่มักจะไม่แน่นอนและไม่สม่ำเสมอ แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงคือ ศักยภาพการแบกรับภาระการดูแลด้านนี้ของลูกหลาน (วัยแรงงาน) กำลังลดลงตามลำดับ

       ผู้สูงวัยมีงานทำ  ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างรายได้ เพิ่มหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อีกส่วนเพื่อสร้าง “คุณค่า” ด้านจิตใจและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงวัย ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญและจำเป็นมากสำหรับคนวัยนี้ อาจเรียกได้ว่า แปร “ภาระ” เป็น “ต้นทุน” สร้างมูลค่าให้สังคมที่เหมาะสม กับยุคสมัย

ความจำเป็นและสถานการณ์

       ความจำเป็นของการดำเนินการในมิติการสร้างงาน อาชีพและรายได้ แก่ผู้สูงวัยเห็นได้ชัดเจนจากสถานการณ์รายได้ ภาวะการทำงานซึ่งเป็นแหล่งรายได้ และเงินออมของผู้สูงวัย ส่วนงานที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัยนั้น ต้องพิจารณาจากศักยภาพ ศักยภาพของท่านที่มีอยู่เป็นสำคัญ

ด้านรายได้

       ในผู้สูงวัย 7.7 ล้านคน (ปี 2552) มี 5.6 ล้านคน ร้อยละ 80 (ทุก ๆ4 ใน 5 คน) มีรายได้หลักจากการรับเบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อเดือน จากรัฐบาลส่วนหนึ่งได้รับรายได้อีกส่วนในจำนวนและความถี่ที่แตกต่างกันจากลูกหลานด้านอาชีพหรือภาวะการมีทำงาน ในปี 2552 ในผู้สูงอายุไทยทั้งหมด 7.7 ล้านคน เกือบ 5 ล้านคน ไม่ได้ทำงาน คิดเป็นร้อยละ 62.8 โดยผู้หญิงไม่ทำงานมากกว่าผู้ชาย คิดเป็นร้อยละ72.4 และร้อยละ 50.6  ผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพฯ มีรายได้มากที่สุด (25,919 บาทต่อเดือนตามด้วย ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคกลาง (6,160 บาทต่อเดือน) ภาคใต้ (4,694 บาทต่อเดือน) ภาคอีสาน(3,717 บาทต่อเดือน) และต่ำสุดภาคเหนือ (3,223 บาทต่อเดือน)

ด้านภาวะเงินออม

       แม้จะไม่มีสถิติยืนยันชัดเจน แต่ผู้เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่า มีผู้สูงวัยเพียงส่วนน้อยที่จะมีเงินออมมากพอที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพจนสิ้นอายุขัย ไม่เป็นภาระต่อครอบครัว

ด้านศักยภาพผู้สูงวัยในการทำงาน

     จากโครงการด้านอาชีพที่ผู้สูงอายุทั้งรายชมรม รายกลุ่มและรายบุคคลเสนอเข้ามาขอรับการสนับสนุนด้านเงินกู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุและได้รับการอนุมัติในปี 2552 มีความหลากหลายของอาชีพสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของศักยภาพผู้สูงอายุได้ในระดับหนึ่ง กิจกรรมของโครงการที่อนุมัติแก่ชมรมผู้สูงอายุแบ่งเป็นหลักๆ 6 ด้าน คือ

1. กิจกรรมส่งเสริมความรู้และฝึกอบรมผู้สูงอายุด้านต่าง ๆ

2. กิจกรรมดูแลสุขภาพ

3. กิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญา

4. กิจกรรมสร้างความเข้มแข็งผู้นำองค์กรและเครือข่าย

5. กิจกรรมปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุในพื้นที่สาธารณะ

6.กิจกรรมอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านหรือชุมชนด้านกิจกรรมของโครงการที่อนุมัติสำหรับผู้สูงอายุรายกลุ่มและรายบุคคล ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร รวมถึงปศุสัตว์และประมง ค้าขาย รับจ้าง บริการและหัตถกรรม

ทิศที่ไป ระบบที่ต้องการ

       ภัทรีพันธ์ พงศ์วัชร์ ผู้เชี่ยวชาณด้านการส่งเสริมอาชีพ กล่าวว่า ความชัดเจนเรื่องความต้องการทำและเป้าหมาย ตลอดจนทัศนคติในการทำ เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่ต้องพิจารณาสำหรับการดำเนินการเรื่องสร้างงานสร้างอาชีพให้ทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มผู้สูงวัย “คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ คือ เป็นความต้องการของผู้สูงอายุไหม”  หากต้องการทำเพื่อรายได้ ก็ต้องคิดไว้เป็นอันดับแรกเลยว่า ต้องทำของที่ขายได้ จะผลิตอะไรต้องผลิตที่ตลาดต้องการ ต้องมีคนซื้อ” จากนั้นจึงเป็นเรื่องหลักคิดในการดำเนินการ บนพื้นฐานว่าควรเป็นอาชีพที่ทำได้ในพื้นที่ชุมชนโดยสมาชิกในชุมชนเอื้อต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน “ภูมิปัญญา วัตถุดิบ และตลาด คือ ปัจจัยต้นทุนที่ต้องพิจารณาเป็นหลัก 3 ประการ เพื่อดูว่าหาอาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในชุมชน คือ ควรเป็นอาชีพที่คนในชุมชนมีต้นทุนภูมิปัญญาหรือประสบการณ์อยู่แล้ว หรือมีวัตถุดิบในชุมชน หรือมีตลาดในชุมชน” เมื่อเลือกอาชีพที่เหมาะสมได้แล้ว ต้องเข้าใจว่าทุกอาชีพมีกิจกรรม คือ

       ด้านการจัดการแบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ การจัดการด้านระบบการผลิต คือ ผลิตรายคนหรือรายกลุ่ม หากเป็นรายกกลุ่มจะร่วมกันผลิตหรือแยกกันผลิตการจัดการด้านวัตถุดิบซึ่งต้องคิดรายละเอียดเรื่องต้นทุนด้วย และการจัดการด้านบัญชีและการเงิน ซึ่งต้องมีระบบที่ดี ชัดเจน ตรวจสอบได้ ง่ายๆ”

      ด้านตลาด คือการตอบว่าจะนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ที่ไหน โดยหลักการควรเริ่มจากการมองตลาดภายในชุมชนก่อนเพราะจะสะดวกเรื่องการขนส่งการมองความต้องการและการตอบรับของตลาดได้ดีกว่า สะดวกกว่าซึ่งก็จะมีผลทำให้ต้นทุนต่ำกว่าด้วย จากนั้นค่อยไต่ระดับไปมองตลาดระดับจังหวัด ระดับประเทศและส่งออกหากเป็นไปได้”

      หัวใจแห่งความสำเร็จ คือ การวิเคราะห์ตลาด และการมีนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปส่กูารปรับปรุงที่จำเป็นทุกด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ เช่น การออกแบบบรรจภัณฑ์ การผลิต ช่องทางการตลาด

       ดังนั้น ไม่สามารถคาดหวังให้ผู้สูงอายุดำเนินการเองทั้งหมดทุกกระบวนการ จึงต้องการพี่เลี้ยง และพี่เลี้ยงที่เหมาะสมที่สุดคือ องค์กรท้องถิ่นอย่าง อบต. “เราก็ไม่ควรคาดหวังให้ผู้สูงอายุคิดเองทำเองทั้งหมด เพราะด้วยวัยศักยภาพต่างๆ ของท่านจะมีข้อจำกัด ภาคราชการ ควรถอยออกมามีบทบาทสนับสนุนด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น การประสานและจัดหาวัตถุดิบ สนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆการสนับสนุนสำคัญ คือ ภาควิชาการจากภายนอกที่จะคอยช่วยเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงอีกแรง”

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาวตุลระวี  ไชยปัญโญ

โครงการศึกษาแนวทางการสร้างโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท

18 พ.ค.

ชื่อเรื่อง  :  โครงการศึกษาแนวทางการสร้างโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท

ผู้แต่ง  :  กุศล  สุนทรธาดา

ผู้จัดพิมพ์ : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

ปีที่พิมพ์ : 2553

จำนวนหน้า :   1 หน้า

ISSN  :  0125-5754

สาระสังเขป :

         ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและกำลังจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตและส่วนใหญ่ยากจน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการเตรียมการด้านนโยบายและมาตรการรองรับที่เหมาะสม ได้ทำการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ระดับลึกกลุ่มผู้สูงอายุที่ประกอบอาชีพ องค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งการจัดทำเวทีประชาคมผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบทที่เป็นกรณีศึกษาในสี่ภูมิภาค

         ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการทำงานของผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบทเกือบทั้งหมดเป็นการทำงานนอกระบบ (ผู้สูงอายุที่ทำงานในระบบมีน้อยมากๆ) ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการดูแลคุ้มครองสวัสดิการและการประกันสังคม ไม่มีอำนาจต่อรองในการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ตามกฎหมายแรงงาน การทำงานส่วนใหญ่ทำงานที่เป็นกิจกรรมของตนหรือครอบครัว รองลงมาคือ การประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย ผลิตของกินของใช้ ใช้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำ อาศัยเงินทุนจากการออมหรือกู้เงินจากกองทุนหมุนเวียนภายในชุมชน การผลิตใช้เทคโนโลยีต่ำหรือใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ดั้งเดิม ตลาดไม่กว้าง สามารถบริหารจัดการได้ง่าย แต่ได้รับความสนใจจากภาครัฐในการส่งเสริมสนับสนุนน้อย ส่วนการทำงานในลักษณะของการรวมกลุ่ม มีสัดส่วนไม่มากนัก ส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์โอทอป (OTOP) และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยลักษณะงานที่ผู้สูงอายุทำได้เป็นงานที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนเวลาได้ กลุ่มที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนมักมีการทำกิจกรรมสม่ำเสมอ ประกอบด้วยคนหลายวัยเพราะผู้สูงอายุสามารถทำได้บางกิจกรรมที่ถนัดเท่านั้น ไม่มีปัญหาด้านการตลาด มีหลายหน่วยงานให้การสนับสนุน และสมาชิกมีรายได้สม่ำเสมอตามเกณฑ์ที่กลุ่มกำหนด ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีผู้นำที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการ และมีความเสียสละ

          ปัจจุบันองค์กรในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดำเนินการส่งเสริมการมีงานทำแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท ได้แก่ ชมรมผู้สูงอายุ ที่มีสมาชิกผู้สูงอายุที่เสียสละอุทิศการทำงานเพื่อส่วนรวม และมีกิจกรรมที่หลากหลายสม่ำเสมอ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่สนใจงานด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งเข้าไปส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุโดยตรง โดยสนับสนุนให้ผู้สูงอายุรวมกลุ่มกันหรือรวมกลุ่มกับคนวัยอื่น โดยทางอบต.มีงบประมาณสนับสนุนบางส่วน กลุ่มผู้สูงอายุยังมีความต้องการความรู้และทักษะทั้งในด้านการประกอบอาชีพและการเขียนโครงการ ปัญหาขณะนี้คือ การดำเนินการยังไม่มีความต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคเอกชนที่ดำเนินงานส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุที่ได้ผลค่อนข้างดีและต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีองค์กรดังกล่าวที่ทำงานด้านนี้อยู่น้อยมาก

           ในการดำเนินการส่งเสริมการมีงานทำแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท หน่วยงานภาครัฐควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการนำยุทธศาสตร์หรือภารกิจของหน่วยงานเป็นตัวตั้ง มาเอาพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้สูงอายุเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดการบูรณาการการดำเนินงานในระดับพื้นที่ โดยมีหน่วยงานในระดับจังหวัดเป็นแกนกลางประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีแผนพัฒนาจังหวัดเป็นกลไกขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงาน และแผนพัฒนาจังหวัดต้องสามารถเชื่อมโยงกับแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีองค์กรผู้สูงอายุและผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วม ให้มีการส่งเสริมสนับสนุนการทำงานทั้งในลักษณะของการรวมกลุ่มและงานอาชีพส่วนบุคคล ควรมีการสร้างความตระหนักในเรื่องความสำคัญของการทำงานแก่ผู้สูงอายุ ทั้งงานที่มีรายได้และไม่มีรายได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างคุณค่า ความมั่นคง และศักดิ์ศรีให้กับตนเอง รวมทั้งการทำงานยังช่วยกระตุ้นสมองผู้สูงอายุให้ได้ใช้สมองคิด ได้ออกกำลังกาย กระชุ่มกระชวย มีความสุข มีสังคม (กรณีทำงานเป็นกลุ่ม)

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาวตุลระวี  ไชยปัญโญ

การให้บริการสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุโดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

18 พ.ค.

ชื่อเรื่อง :  การให้บริการสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุโดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  

ผู้แต่ง  :   กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  

ผู้จัดพิมพ์ : http://61.19.50.61/dsdw2011/module.php?odule=service&pg=servicedetail&serid=3 

ปีที่พิมพ์ : –

จำนวนหน้า :   1 หน้า

ISBN :  –

สาระสังเขป :

        การให้บริการสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุกิจกรรมประกอบด้วย การส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางสังคมผู้สูงอายุ การให้บริการในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ และการให้บริการในศูนย์บริการผู้สูงอายุ รวมทั้งการเสริมสร้างโอกาสใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงอายุ เพื่อทำประโยชน์และสร้างรายได้ มีการดำเนินงาน ดังนี้

        1. การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในชุมชน โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้การก้าวสู่ผู้สูงวัย ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ศาสนา และเพิ่มทักษะการเสริมรายได้ ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและมีความสุข

        2. การจัดกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ โดยให้ผู้สูงอายุและครอบครัวเข้าร่วมค่ายกิจกรรมด้านนันทนาการ และให้ความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถปรับตัวให้เข้ากับสมาชิกครอบครัวในวัยต่างกันได้ ทำให้ผู้สูงอายุอยู่ร่วมกับครอบครัวได้อย่างปกติสุข

        3. การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสภาพความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยเหมาะสมกับสภาพร่างกาย และมีสิ่งสาธารณะประโยชน์ในการทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน

        4. การให้บริการในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ มีภารกิจหลัก 6 ภารกิจ คือ เป็นศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศงานด้านสวัสดิการสังคม ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนา ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมในชุมชน และศูนย์บริการให้คำแนะนำปรึกษาและส่งต่อ

        5. การให้บริการในรูปแบบศูนย์บริการผู้สูงอายุ โดยจัดบริการสวัสดิการสังคม ให้แก่ผู้สูงอายุที่อยู่ในครอบครัว/ ชุมชน ได้เข้ามาใช้ จัดบริการออกหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อออกเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุที่อยู่ในบ้านในชุมชนต่างๆ นำข้อมูลข่าวสารบริการไปเผยแพร่ ให้บริการในด้านคำแนะนำและการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน

        6. การส่งเสริมค่านิยมการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน เป็นการให้ความรู้ด้านการใช้จ่ายเงิน/ การออม เพื่อการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน และเป็นการเสริมสร้างค่านิยมและพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่เกินพอดี

        7. การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อการพัฒนางานด้านสวัสดิการสังคม เป็นการส่งเสริม/ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในการใช้ภูมิปัญญาสร้างอาชีพและรายได้ โดยเปิดช่องทางให้ผู้สูงอายุเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์และภูมิปัญญาให้แก่ชุมชน รวมทั้งเป็นการสร้างรายได้จาก ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ และสร้างความตระหนักในคุณค่าของตนเอง

        8. การเสริมสร้างศักยภาพการใช้ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ เป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพเป็นอาสาสมัครในการดูแลผู้สูงอายุที่อ่อนแอ ที่มีภาวะสุขภาพเรื้อรัง ไม่มีผู้ดูแล ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชุมชน โดยกระทรวงฯ ให้การสนับสนุนอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ เดือนละ 300 บาท

        สิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ผู้สูงอายุ มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่างๆ ดังนี้

        1. การบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่จัดไว้โดยให้ความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ

        2. การศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

        3. การประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม

        4. การพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน

        5. การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงแก่ผู้สูงอายุในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะหรือการบริการสาธารณะอื่น

        6. การช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะตามความเหมาะสม

        7. การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ

        8. การช่วยเหลือผู้สูงอายุซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรมหรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือถูกทอดทิ้ง

        9. การให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดีหรือในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว

        10. การจัดที่พักอาศัยอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำเป็นอย่างทั่วถึง

        11. การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพตามความจำเป็นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

        12. การสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี

        13. ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษี ตามประมวลรัษฎากร

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาวตุลระวี  ไชยปัญโญ

จิตวิทยาอาชีวะ การฝึกอาชีพสำหรับสังคมผู้สูงอายุ

18 พ.ค.

ชื่อเรื่อง : จิตวิทยาอาชีวะ: การฝึกอาชีพสำหรับสังคมผู้สูงอายุ

ผู้แต่ง : รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

ผู้จัดพิมพ์ : http://www.thairath.co.th/content/edu/51477 (ไทยรัฐออนไลน์)

ปีที่พิมพ์ : 2552

จำนวนหน้า : 1 หน้า

ISBN : –

 สาระสังเขป :

จิตวิทยาอาชีวะ: การฝึกอาชีพสำหรับสังคมผู้สูงอายุ

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเตรียมการฝึกอาชีพสำหรับคนสูงอายุ ช่วยในการประกอบอาชีพหรือการมีงานทำ เป็นการใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ เพื่อการยังชีพ การสร้างครอบครัว และเป็นการสร้างเกียรติภูมิและคุณค่าให้กับผู้ทำงานและสังคมอีกด้วย

จิตวิทยาอาชีวะคืออะไร

จิตวิทยาอาชีวะ (Vocational Psychology) และจิตวิทยาอาชีพ (Career Psychology) จะเน้นที่ตัวบุคคลเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาอาชีวะ เช่น Personal Psychology, Engineering or Human Factors Psychology, Organizational Psychology, Career Counseling และ Vocational Guidance เป็นต้น

จิตวิทยาอาชีวะจึงเป็นจิตวิทยา ประยุกต์ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลในด้านความคิดที่มีต่ออาชีพ การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่อาชีพ การเข้าสู่โลกของงาน การเปลี่ยนอาชีพ การยุติการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีวิต และภาวการณ์ทำงานเพื่อสนองความต้องการ ทั้งที่ได้รับค่าตอบแทนและ ไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง

       Super ชื่อเต็มว่า Donald E. Super เป็นนักจิตวิทยาที่เขียนหนังสือ และบทความไว้มากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาผู้หนึ่ง เขาได้ตั้งทฤษฎีพัฒนาการทางอาชีพ (Theory of Vocational Development) ในปี 1953 ได้แบ่งระยะพัฒนาการด้านอาชีพไว้ 4 ขั้น ดังนี้

        1. Exploration อายุระหว่าง 15-24 ปี มีพฤติกรรมทางอาชีพในการสำรวจตนเองทดลองทำงานอาจเป็นงานหลังเลิกเรียน (Part-Time)

        2. Establishment อายุระหว่าง 25-44 ปี เริ่มต้นแบบงานและอาชีพที่ตนเองถนัด และเหมาะสมกับตนเอง

        3. Maintenance อายุระหว่าง 45-64 ปี เป็นการค้นพบโลกของงานอย่างแท้จริง เป็นพฤติกรรมที่รักษาความมั่นคงในการทำงานไว้ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง

        4. Decline อายุระหว่าง 65 ปีขึ้นไป ไม่สนใจในการทำงานหนัก เนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย อาจแสวงหางาน Part-Time เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

        จิตวิทยาอาชีวะ เป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมทางอาชีพของบุคคล เพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำมาใช้ในการจัดโปรแกรมการฝึกอาชีพให้กับบุคคลได้ อย่างสอดคล้องกับความต้องการ พฤติกรรมทางอาชีพของบุคคล มีพัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

         1. Preparation Stage (14-24 ปี) เป็นขั้นแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับงานและอาชีพ ตัดสินใจเลือกอาชีพที่ตนเองสนใจ พัฒนาความสามารถของตนเอง เข้ารับการศึกษาหรือฝึกอาชีพ สมัครและเข้าสู่ภาวะของการทำงานหรือเลือกอาชีพอิสระ ผู้เรียนในระยะนี้ยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ทางอาชีพมาก่อน จึงเป็นการฝึกอาชีพของผู้เริ่มต้น

         2. Establishment Stage (25-35 ปี) เป็นขั้นวางรากฐานการทำงานในองค์การ พัฒนาความสามารถและมนุษยสัมพันธ์ เรียนรู้ความรับผิดชอบและการบริหาร ศึกษาต่อเพื่อความก้าวหน้า วางแผนเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ หรือ แสวงหาอาชีพอิสระ เป็นการฝึกวิชาชีพให้กับผู้ประกอบอาชีพแล้ว มีทั้งการพัฒนาอาชีพที่เป็นอยู่และการฝึกอาชีพใหม่

         3. Maintenance Stage (35-60 ปี) เป็นขั้นพัฒนาตนเองเพื่อให้คงสภาพของความมั่นคง ปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อม วางแผนการทำงานตามเป้าหมายขององค์การ ต้องการพัฒนาความสามารถในการทำงานทั้งในด้านเทคนิคการทำงาน และความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์การ จัดโปรแกรมการฝึกอาชีพให้มีประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพสูงสุด

         4. Retirement Stage (หลัง 60 ปี) ในขั้นนี้จะการคิดและต้องตัดสินใจจะทำงานเต็มเวลาหรือครึ่งเวลา แสวงหางานอดิเรก หรืออาชีพอิสระ แสวงหาที่พึ่งตนเองยามชรา เตรียมแผนการสำหรับการมีชีวิตบั้นปลาย การฝึกอาชีพในวัยนี้วิชาชีพที่ศึกษาจะมีเป้าหมาย เพื่อเสริมรายได้หรือเป็นงานอดิเรก ความต้องการของบุคคลที่จะยึดอาชีพอิสระเป็นอาชีพหลักจะลดลง แต่จะมีผู้ต้องการอาชีพอิสระเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นในระยะของ Maintenance Stage และ Retirement Stage

การจัดโปรแกรมวิชาชีพควรยึดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมทางอาชีพของบุคคลอายุใน แต่ละช่วงอายุโยเฉพาะกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยจึงจะ สามารถสนองความต้องการและความสนใจของบุคคลได้

ผู้เขียนสาระสังเขป : นางสาวตุลระวี  ไชยปัญโญ